*。O○ ☆ปังปอนด์☆... 的个人资料☆♀POUND♀☆照片日志列表更多 工具 帮助

日志


7月30日

ความเชื่อ?

ไปอ่านเจอมาจากเว็บนึงแร่ะ  มีกระทู้อยู่อันนึงเป็นคาถาใช้เป่าเด็ก

เค้าบอกว่าเด็กเกิดใหม่น่ะบางคนที่อายุยังไม่ถึงหนึ่งขวบ มักจะร้องไห้งอแงในเวลากลางคืน(โคลิคง่ะเป่า(~.  .~)) 

คนเขมรสุรินทร์สมัยก่อนเค้าก็เรยมีคาถาเป่าให้เด็กหยุดร้องจนหายเป็นปกติ คาถานั้นมีว่า

       "นะศูนย์ สารพัดพิษทั้งมูล ศูนย์โดยนะโมพุทธายะ

       โมศูนย์ สารพัดพิษทั้งมูล ศูนย์โดยนะโมพุทธายะ

       ยะศูนย์ สารพัดพิษทั้งมูล ศูนย์โดยนะโมพุทธายะ"

แล้วก็เป่าตั้งแต่ศีรษะเด็กลงมาทางด้านข้างจนถึงเท้า ทำอย่างนี้สามครั้ง

ถ้าเด็กนั้นเป็นตานขโมย ผอมแห้งแรงน้อย(เหมือนขาดสารอาหาร-*-)

ก็จะเอารากส้มโมง (ชะมวง) ตัดสั้นๆ แล้วผูกเอวเด็กไว้ อาการจะค่อยทุเลาลงจนหายไปในที่สุด

คาถานี้นอกจากจะใช้เป่าเด็กแล้ว  ยังสามารถเอาไปเป่าแก้สัตว์มีพิษ เช่นผึ้ง ต่อ แตนต่อย หรือถูกปลาดุก ปลาขแยงยักเอาก็ได้ โดยตั้งนโมก่อนสามจบ แล้วเอามือคลึงๆ ตรงที่ถูกต่อย ว่าคาถาเสร็จแล้วก็เป่าลงไปตรงนั้น

(โดยทำสามครั้งเช่นกัน)

ไม่รู้มันจะจริงรึเปล่าเน๊าะ  น่าลองๆ  ว่าแล้วเย็นนี้ ไปตีรังผึ้งเลยดีก่า  ทดสอบๆ  อะฮิๆๆๆ

 

 

7月27日

"หน้ากาก"

เช้าวันนี้  รีบตื่นมานั่งคิดไอเดีย  ที่จะพ๊อตเรื่องสั้นสักเรื่อง  เพื่อสร้างคาแลคเตอร์สักตัว

แล้วก็นึกถึงพ๊อตเรื่องของปุ้ย ที่ได้คุยกันเมื่อวานในห้องสมุด  ก็เรยไปหยิบหนังสือมาเล่มนึง

จากตู้หนังสือที่ไม่เคยได้สัมผัสมาหลายเดือน 

มันเป็นงานเขียนของคุณวินทร์ เลียววาริณ  เป็นนักเขียนที่ฉันชอบมากท่านนึง

 

ไม่รู้ว่ามันเป็นเฉพาะสังคมไทยรึเปล่านะ  ที่มนุษย์เราจะแสดงท่าทีออกมาตรงกันข้ามกับความรู้สึกหรือตัวตนที่แท้จริง

ที่จะกล่าวถึงในบรรทัดข้างล่างนี่

 มันเป็นบทความ(เกือบยาว)ที่คุณวินทร์ ได้เขียนไว้ในหนังสือ "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน"ลองอ่านดูนะ ถ้ายังไม่เคยอ่าน

 

"หน้ากาก"

"ตำรา  How  to ของฝรั่งมากมายสอนให้คนรู้จักคำว่า"ไม่" ออกมา ให้กล้าและรู้จักแสดงออกในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไ

ม่หลอกตัวเองและคนอื่น เคยแปลกใจว่าทำไม พวกฝรั่ง ถึงสามารถเขียนหนังสือออกมาได้ครอบคลุมทุกอย่างในโลก

แม้แต่เรื่องที่ดูไม่เป็นเรื่องแท้ๆยังเขียนออกมาขายได้ แต่ใคร่ครวญดูแล้ว กลับเห็นว่า หัวเรื่องนี้ดูเป็นสิ่งธรรมดา

แต่เเท้จริงแล้วยากเย็นแสนเข็ญในการปฎิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมตะวันออก

คุณเคยไปเยี่ยมบ้านเพื่อน(คนที่คุณไม่สนิทนัก)สักคนยไหม คุณทำอย่างไรเมื่อเจ้าของบ้าน

เอาวิดีโอเทปงานแต่งงานยาวห้าชั่วโมงสี่สิบสองนาที หรืออัลบั้มรูปถ่ายโคตรของเขามาให้ดู

คุณดูไปฝืนยิ้มไป ฝืนหัวเราะแทรกไปในบางครั้ง ทั้งที่ในใจเบื่อที่สุด คุณกำลังสวมหน้ากาก

จะว่าไปแล้ว เทคนิคการสวมหน้ากากไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันกลายเป็นหัวข้อที่สถาบันสอนกิริยามารยาทสังคมนำมาสอน

ในหลักสูตรราคาแพง วิธีดำเนินชีวิตต่อหน้าผู้อื่นให้ดูดี ผูกเนคไทสีอะไร ในโอกาสไหน ยืนอย่างไร เดินอย่างไร

ถือแก้วเหล้าเช่นใดให้ถูกต้องตามธรรมเนียม ไวน์แดงกินกับเนื้อ ไวน์ขาวกินกับปลา ใช้ช้อนคันไหนก่อน

พูดอย่างไรให้คนอื่นคิดว่าเราสนใจเขา เมื่อใดควรกล่าวคำชม เมื่อใดควรถาม ถามอย่างไรให้น่าสนใจ

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้คนอื่นพอใจ เพราะเราต้องการให้ตัวเองดูดี ส่วนตัวเราเองชอบหรือไม่ ไม่สำคัญ

คุณมองไม่เห็นหน้ากากเวลาที่คุณสวมมันเข้าไปแล้ว

เคยสงสัยว่าความอายเกิดมากับมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด เป็นพิมพ์เขียวชีวิต หรือจากวิวัฒนาการของระบบสังคม?

ทำไมคนจึงสามรถเลือดฉีดหน้าด้วยความอายได้? หน้ากากติดมากับคนตั้งแต่ช่วงไหนของอารยธรรมมนุษย์ใช่ไหม

มันมาพร้อมกับสิ่งที่เราเรียกว่าวัฒนธรรม? ยิ่งวัฒนธรรมพัฒนาไป หน้ากากยิ่งมีหลายใบ?

ในสมัยหิน คนอยากทำอะไรก็ทำ อยากกินก็กิน อยากเสพเมถุนก็เสพ

ครั้นถึงสมัยคนสวมเสื้อผ้าหนาขึ้น ผิวหน้าคนก็เริ่มบางลง

คำถามคือ ในเมื่อเราทุกคนก็รู้ว่าเราสวมหน้ากากเข้าหากัน ต่างรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติเหมือนกัน

ทำไมยังต้องสวมมันอยู่ ทำไมไม่สลัดมันให้หลุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้ากากในเรื่องเพศ

มีหลายปัจจัยที่ทำให้คนเราต้องพูดอย่างทำอย่าง ความเกรงใจ (สังคมตะวันตกไม่มีคำนี้ในพจนานุกรม)

ความเหมาะสม วัฒนธรรม มารยาท ค่านิยมของสังคม ปัจจัยเหล่านี้หล่อหลอมคนทุกคนไม่เหมือนกัน

ทำให้แต่ละคนต่างมีซอกมุมเร้นลับของตัวเอง มีความเป็นส่วนตัวซึ่งมนุษย์สมัยหินไม่เคยได้ยิน

เมื่อยังเป็นเด็ก เห็นฝรั่งกอดจูบกันในสวนสาธารณะ ชาวบ้านมีทีท่าตกใจ พูดกันสามวันเจ็ดวันว่าไม่มียางอาย

คำว่า  ยางอาย  ก็น่าจะเป็นอีกสิ่งประดิษฐ์หนึ่งที่คนสร้างขึ้น นอกไปจากระบบ ศีลธรรม กฎหมาย ค่านิยม

ขนบธรรมเนียม ประเพณี

หน้ากากในเรื่องเพศดูเป็นเรื่องที่ปกปิดกันมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องเพศที่สังคมว่าวิตถาร เช่น เกย์ ตุ๊ด

ถ้าคุณรู้ว่าลูกชายเป็นเกย์ คุณอาจจะกลุ้มใจไปตลอดชีวิต ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่ามันเป็นสายพันธุ์และ

ระบบร่างกาย  ถูกกำหนดมาแล้วโดยยีน โดยระบบฮอร์โมนและสารเคมีในร่างกาย เป็นมาตั้งแต่แรกเกิด

ไม่ใช่เกิดจากการเลี้ยงดู

ในบางสังคมหากคุณเป็นเกย์ คุณอาจต้องปิดบังความจริง หากคุณมีรสนิยมวิตถาร (กำหนดโดยสังคมอีกนั่นแหล่ะ)

คุณไม่ยอมให้ใครรู ถึงแม้ว่าในใจคุณอยากเปิดเผยให้กายอึดอัดใจ อยากให้คนอื่นยอมรับคุณในตัวตนแท้จริงของคุณ

แต่กฏบางอย่างค้ำคอคุณอยู่ ทั้งที่ในสมัยมนุษย์หิน อาจมีคนป่าที่เป็นเกย์เสพเมถุนกันโดยที่ไม่มีใครสนใจ

ถ้าเป็นเช่นนั้นก็แปลว่าวัฒนธรรมไม่ได้ทำให้คนมีความเสรีมากขึ้น ตรงข้ามอาจลดน้อยลง เป็นสัดส่วนปฏิภาคกับหน้าตา

คุณสวมหน้ากากวันละกี่ชั่วโมง? คุณทำอะไรเมื่อถอดหน้ากากออกมา เมื่ออยู่คนเดียวในห้องที่ปิดขัง?

-แก้ผ้าออกหมด?

-ร้องเพลงดังๆ?

-พูดสกปรก?

-ด่าเจ้านาย ด่าคนที่คุณเกลียด แต่ต้องอยู่ด้วย?

มันกินเวลานานเท่าใดในการวิวัฒนาการจากสังคมมนุษย์ยุคหินที่ปลอดระบบใดๆจนเกิดความอาย

และได้ผลลัพท์ออกมาเป็นเสื้อผ้าและหน้ากาก? เราอาจทำความเข้าใจได้ไม่ยากว่าระบบศีลธรรม

ถูกสร้างขึ้นมาครั้งแรกเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ อีกทั้งเพื่อให้การปกครองและการอยู่ร่วมกันในสังคมง่ายขึ้น

แต่นานวันเข้ากลายเป็นกับดัก

เรามักได้ยิน:

เพราะปู่ย่าตายายทำอย่างนี้

เพราะพระคัมภีร์ว่าไว้อย่างนี้

เพราะนี่เป็นสิ่งที่เราปฎบัติกันมานานนม

เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด

ฯลฯ

พระพุทธเจ้าจึงทรงสั่งสอนด้วยหลักกาลามสูตรเมื่อสองพันกว่าปีก่อนแล้วว่า

อย่าเชื่อเพียงเพราะสมณะบอก อย่าเชื่อเพียงเพราะมีคนบอกต่อกันมา อย่าเชื่อด้วยการกล่าวอ้างตำรา คัมภีร์ฯลฯ

แต่สองพันกว่าปีที่ผ่านมา มีใครสักกี่คนที่สามรถปฎิบัติได้?

ทั้งหมดนี้มิได้ชักจูงให้เห็นว่าระบบกฏเกณฑ์เป็นสิ่งไม่ดี  เพียงแต่ว่าทุกอย่างในโลกและจักวาล

เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา กฏที่ดีที่สุดในสมัยหนึ่งอาจใช้ไม่ได้กับอีกยุคหนึ่ง เพราะตัวแปรเปลี่ยนไป

หรือมีปัจจัยตัวใหม่เข้ามาเป็นตัวแปร คนบนโลกอีกสามร้อยปีข้างหน้า อาจไม่ต้องใช้ระบบศีลธรรมเลย

เพราะวิศวพันธุกรรมอาจสามารถสร้างคนพันธุ์ใหม่ที่โกหกไม่เป็น  เป็นต้น

การติดยึดกับระบบบางอย่างโดยไม่หมุนตามโลกจึงก่อให้เกิดความวุ่นวายตามมา

อย่างไรก็ตามการพยายามหนีจากกรอบ ไม่ให้กรอบมาบังคับเรามากเกินไป แม้จะเป็นสิ่งที่ดี คือทำให้เป็นอิสระขึ้น

แต่ปัญหาคือ หลายคนตกอยู่ในกับดักของการพยายามหลุดพ้นจารกกฏเกณฑ์ นั่นคือการดำเนินชีวิตทุกอย่าง

ต้องไม่มีกฏจนกระทั่งนั่นกลายเป็นกฏ!

เรื่องเพศ(ที่สังคมจัดว่า)วิปริตก็เช่นกัน เป็นเรื่องธรรมดาในทางวิทยาศาสตร์พันธุกรรม

แต่เมื่อขัดกับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นที่เรียกว่า ศีลธรรม ก็จำเป็นต้องปิดบัง เมื่อมีการปิดบังก็ขาดเสรี

เป็นตัวทำให้คนทุกคนมีสองด้าน คืด้านที่เปิดเผยให้สังคมรับรู้ กับด้านที่พวกเขาซ่อนเร้นไว้

สัดส่วนทั้งสองจะมากน้อยแล้วแต่คน หากอย่างแรกมากกว่า ชีวิตก็จะมีอิสระกว่า ไม่มีเรื่องกังวลใจ

เราจะพบอะไร หากสามารถเข้าในใจพวกเขา หรือแอบดูพวกเขาหลังหน้ากาก?"

7月26日

เปิดบล็อค

                อยากจะมาเปิดบล๊อคตั้งนานแร้ว  แต่ก้อไม่รู้ว่าจะพิมอะไรลงไปดี
พอไม่มีความเหงา ความเศร้า ความสุข มันจะไม่เกิดบิ้วอารมณ์ในการจะเขียนบันทึก-*-
รู้สึกว่าบล๊อคเรามันช่างว่างเปล่า  มันน่าจะมีอะไรมาแต่งเติมกะเค้าบ้าง แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะใส่อะไรลงไปดี
แต่เป็นเล่นไป  พอพิมๆไปมันช่างเพลินซะงั้นแหร่ะ  นี่ขนาดไม่มีอะไรจะพิมนะเนี่ย  ปาเข้าปายบรรทัดที่4- -"
งิงิ  ยังไม่มีอะไรจะระบายลงปายหรอก  มีแต่เรื่องอยากบ่นๆกับตัวเองมากฟ่า  วันๆก้อได้แต่นั่งคิด
"โอ๊ย งานฉ้านไม่เสดๆๆๆ"  เวงเอ๊ย!งานมันจะเสดได้งาย  ก้ออิคนบ่นมันยังนอนกระดิกหางอยู่บนเตียง-..-
มันจะเอาอะไรไปคืบหน้า  ผีบ้านผีเรือนจะบันดาลให้การบ้านเส็ดเองได้มั๊ยน่ะ- -"
                 เฮ้อ...~  ทำไมเหมือนเวลามันผ่านไปเรื่อยๆ  ไม่เห็นมีอะไรแปลกใหม่เข้ามาในชีวิตเรยนะ 
หรือฉ้านกะลังจะเข้าวัยคุณป้า   มานั่งหดหู่ทำไมกันนี่  ทำหน้าเซ็งอย่างกะหลานไม่มาเยี่ยมบ้านซะงั้น  เย้ย~
                 จะเหงาก้อไม่เหงา  จะสุขมันก้อไม่เชิง  จะเศร้าก้อไม่ใช่  แร้วตกลงฉ้านจะอยู่ในอารมณ์ไหนดีล่ะเนี่ย
ว่าแร้วก้อออกไปข้างนอกดีกว่า  นั่งเพ้อเจ้อไปก้อไม่ได้อะไร-*- ออกไปเดินดูอะไรเพื่อจะปิ๊งไอเดียมั่งดีก่า
CREATIVEๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ(คำนี้มันหลอนหูจิงๆ)
 
**********************************************************************************